ม.ก.MOU เทศบาลตำบลป่าไผ่ทำ’โรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศ’ ต้นแบบ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุรองรับสังคมสูงวัย

สถานีวิทยุ ม.ก.เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุต่อเนื่อง ทำ mou ‘โรงเรียนผู้สูงวัยทางอากาศ’ต้นแบบเพิ่มอีกที่ @เทศบาลตำบลป่าไผ่ จ.เชียงใหม่

Oplus_131072

Oplus_131072

เชียงใหม่ 20 พ.ย.- ที่ห้องประชุม เทศบาลตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ โครงการโรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศ เทศบาลตำบลป่าไผ่ “ด้านการส่งเสริมและเผยแพร่ข้อมูลการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุ” ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดย ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานนะคณะกรรมการบริหารและผู้จัดการมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับเทศบาลตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดย ดร.ไชยยันต์ วิริยา นายกเทศมนตรีตำบลป่าไผ่ โดยมีนางสาวภัคนิจ งามเกษม ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ว่าที่ร้อยตรี จำรอง อ่อนพุทธา ปลัดเทศบาลตำบลป่าไผ่ ลงนามเป็นพยาน โดยมีคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลป่าไผ่ ผู้แทนองค์กร ตัวแทนผู้สูงอายุและผู้เกี่ยวข้องร่วมพิธี

จากข้อตดลงความร่วมมือครั้งนี้ทั้งสององค์กร จะร่วมมือในการส่งเสริมและเผยแพร่ข้อมูลการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุ ผ่านสื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อดิจิทัล ซึ่งหน่วยงาน ทั้งสองมีศักยภาพสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายและประสานความร่วมมือทางวิชาการร่วมกันในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านสุขภาพ สาธารณสุข การดูแลตัวเองของผู้สูงอายุและผู้ที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุ ในพื้นที่ตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ครอบคลุม มีความรู้ ความเข้าใจ ภายใต้โครงการ “โรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศ เทศบาลตำบลป่าไผ่” ผ่านช่องทางสื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อดิจิทัล ของเครือข่ายสถานีวิทยุ ม.ก. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจให้เป็นผู้สูงวัยอย่างมีคุณค่าและสามารถปรับตัว อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยการผลิตรายการต้นแบบหลักสูตร“การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ” ผ่านสื่อวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดเชียงใหม่ (สถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่) โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ข้อ 1 เทศบาลตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ จะให้การส่งเสริม ประสานงานกับชมรมผู้สูงอายุ ของเทศบาลส่วนตำบลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคัดเลือกผู้สูงอายุ และสนับสนุนเอกสารบทเรียน แบบทดสอบสำหรับแจกให้กับผู้สูงที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศ เทศบาลตำบลป่าไผ่

ข้อ 2 สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดเชียงใหม่ (สถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่) นำองค์ความรู้และหลักสูตรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ อาทิ ด้านการดูแลสุขภาพตัวเอง ด้านโภชนาการ ด้านสิทธิและสวัสดิการสังคม สำหรับผู้สูงอายุ ด้านสังคมและเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการเตรียมตัวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ตามผังรายการหลักของสถานีวิทยุ ม.ก. โดยถ่ายทอดผ่านสัญญาณเครือข่ายของสถานี วิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ AM 612 kHz ซึ่งเป็นฐานในการดำเนินงานข้างต้น และผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียง ทั้ง 4 ภูมิภาค และสื่อดิจิทัล (ตามความเหมาะสม) และเครื่องรับวิทยุกระจายเสียงจำนวน 42 เครื่อง เพื่อส่งมอบให้กับผู้สูงอายุ ที่เข้าร่วมโครงการ

ข้อ 3 ร่วมกันสร้างแรงจูงใจ กระตุ้น หรือหาสิ่งเร้าเพื่อให้กลุ่มผู้สูงอายุได้ตระหนักถึงความจำเป็น ในการพัฒนาตนเอง การดูแล การพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมสุขภาพที่ดีของตนเองทั้งด้านร่างกายและจิตใจ การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุ และสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มผู้สูงอายุสนใจมารับฟังและรับชมรายการ “โรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศ” มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นโครงการรายการต้นแบบผสมผสาน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต กลุ่มผู้สูงอายุ และจะพัฒนาไปสู่สื่อรูปแบบอื่น อันจะเป็นประโยชน์กับผู้สูงอายุในอนาคตต่อไป โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี

ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานนะคณะกรรมการบริหารและผู้จัดการมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุว่า ภายใต้พันธกิจหน้าที่สำคัญอีกด้านหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทุกองค์กรในสังกัด รวมถึงสถานีวิทยุ ม.ก. คือ การบริการวิชาการเพื่อสังคมร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และผู้สูงอายุ ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่ให้ความสำคัญที่จะต้องพัฒนาคนรองรองรับสังคมสูงวัย จึงได้ขยายความร่วมมือกับกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และเกี่ยวข้องดำเนินภารกิจในด้านดังกล่าวมาต่อเนื่องและโครงการ “โรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศ” ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ได้ดำเนินการนำร่องเป็นต้นแบบในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ที่ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่นำร่องที่เทศบาลเมืองแม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ มีผลสำเร็จเกิดขึ้นกับประชาชนที่จับต้องได้ชัดเจน ในครั้งนี้ได้มีความร่วมมือกับเทศบาลตำบลป่าไผ่แห่งนี้ ซึ่งจะได้ให้ความรู้ผ่านสื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อดิจิทัลของเครือข่ายสถานีวิทยุ ม.ก. ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะเชื่อมโยงเครือข่ายและประสานความร่วมมือทางวิชาการร่วมกันในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านสุขภาพ สาธารณสุข การดูแลตัวเองของผู้สูงอายุและผู้ที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุ ในพื้นที่ตำบลป่าไผ่ ให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ครอบคลุม มีความรู้ ความเข้าใจ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจให้เป็นผู้สูงวัยอย่างมีคุณค่าและสามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยการผลิตรายการต้นแบบหลักสูตร “การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ”

ด้าน ดร.ไชยยันต์ วิริยา นายกเทศมนตรีตำบลป่าไผ่ กล่าวขอบคุณ ม.เกษตรศาสตร์และคณะ พร้อมยืนยันในความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยในพื้นที่อย่างเต็มที่และถือเป็นโอกาสอันดียิ่งในการได้ร่วมภารกิจสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมในครั้งนี้ โดยมีผู้สูงอายุสนใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าวจำนวน 42 คน คาดหวังว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในพื้นที่ได้เป็นอย่างดีและสร้างโอกาสขยายความร่วมมือในอนาคตต่อไป.

กกล.ผาเมืองแถลงผลงาน 9 เดือนปีงบ’67 สกัดจับยาบ้า 3 เท่าของปี’66 ได้ของกลางกว่า 150 ล้านเม็ด

กกล.ผาเมืองแถลงผลงานรอบ 9 เดือนยึดยาเสพติดได้ 3 เท่าปีผ่านมา ยาบ้ามากสุดกว่า 150 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้าน

เชียงใหม่ 25 มิ.ย.- ที่กองกำลังผาเมือง(กกล.ผาเมือง)จังหวัดเชียงใหม่ พลตรีประพัฒน์ พบสุวรรณ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง พร้อมด้วยนายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายอนุชา ไชยวงค์ ผอ.ส่วนบังคับใช้กฎหมาย ปปส.ภาค 5 ผู้แทนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่และเกี่ยวข้องร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติงานรอบ 9 เดือนปีงบประมาณ 2567 ตามนโยบายในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล สั่งการให้หน่วยกำลังป้องกันชายแดน สกัดกั้นยาเสพติดให้ได้ตั้งแต่พื้นที่แนวชายแดนนั้น หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) โดยกองกำลังผาเมือง ได้เปิดยุทธการในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงรายในห้วงตั้งแต่ตุลาคม 2566 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 318 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 327 คน ตรวจยึดยาบ้าได้มากกว่า 150.4 ล้านเม็ด, เฮโรอีน 256.7 กิโลกรัม, ไอซ์ 1,248.3 กิโลกรัม, ฝิ่น 179.5 กิโลกรัม และคีตามีน 29.2 กิโลกรัม กลุ่มขบวนการเสียชีวิต 29 ศพ จากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ จำนวน 38 ครั้ง ซึ่งถือว่า สามารถดำเนินการได้มากกว่า 3 เท่าของปีที่ผ่านมา ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 24,107 ล้านบาท (24,107,483,200 บาท)
โอกาสนี้ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมืองยังได้ร่วมกับผู้เกี่ยวข้องแถลงข่าวผลการตรวจยึดยาเสพติดยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า)จำนวน 1,600,000 เม็ด ที่ชายแดน อ.ฝาง คืนที่ผ่านมา ซึ่งหากเล็ดลอดสู่ตลาดจะมีมูลค่าสูงถึง 240,000,000 บาท (สองร้อยสี่สิบล้านบาท)

จากเหตุการณ์ดังกล่าว พลตรีประพัฒน์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่ยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด อย่างต่อเนื่องต่อไปเพราะพวกการเคลื่อนไหวของกระบวนการยาเสพติดอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นห้วงฤดูกาลไหนโดยเฉพาะยามวิกาลเพราะผลจากการปฏิบัติหน้าที่ผ่านมามักจะเกิดการปะทะในช่วงกลางคืนอยู่เป็นประจำอีกทั้งยังพบว่า มีการผลิตยาเสพติดในประเทศตรงข้ามเพื่อรอทะลักเข้ามาอีกจำนวนมหาศาลจึงต้องบูรณาการกับทุกหน่วยเพื่อเฝ้าระวังป้องกันอย่างเต็มที่ทำให้มีการจับกุมได้บ่อยครั้งและมากกว่าอดีต

ปปส.ภ.5 เพิ่มเติมว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปริมาณยาบ้าพบมากขึ้นเนื่องจากมีการผลิตสูงและใช้สารตั้งต้นที่หาได้ง่ายความเข้มข้นลดลงปริมาณความต้องการทั้งในประเทศไทยและประเทศที่ 3 ก็มีมาก ความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้านเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ปริมาณยาเสพติดมีการผลิตสูง ส่วนในเรื่องของการขยายผลยึดทรัพย์ก็ยังคงมีต่อเนื่องและได้เพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ระบุว่า ส่วนผสมหลักแอมเฟตามีนในยาบ้ามีสัดส่วนลดลงจากอดีตมีความเข้มข้น 20% ปัจจุบันลดเหลือ 14-15% เท่านั้นทำให้เพิ่มปริมาณการเสพและราคาก็ไม่แพงด้วย ซึ่งยังไม่นับรวมสารเสพติดในกลุ่มวัยรุ่นนักเที่ยวกลางคืนอีกหลายชนิดก็เริ่มพบเพิ่มขึ้นแต่ไม่มากนัก

ด้านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กล่าวเสริมว่า ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่เพิ่มความเข้มข้นใน 90 วันนั้นได้กำชับยั้งทุกหน่วยเพื่อเฝ้าระวังเต็มที่โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฝ่ายปกครองท้องที่ตามแนวตะเข็บชายแดนกว่า 270 กิโลเมตรใน 5 อำเภอชายแดนหลัก เน้นเรื่องของชุมชนเข้มแข็งเพื่อเป็นเกราะป้องกันสำคัญในการร่วมมือกับท่านเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย.